หน้าแรก ข่าว แหล่งงาน กระทู้ สมุดเยี่ยม
News home.


คอลัมน์ข่าว

ข่าวเลือกตั้ง [140]
ทั่วไป [444]
ศิลปวัฒนธรรม [21]
ชายแดนใต้ [122]
รัฐกิจ [10]
อาชญากรรม [102]
ข่าวการเมือง [220]
ท่องเที่ยว [94]
เศรษฐกิจ [85]
การศึกษา [74]
ข่าวแหล่งงาน [348]
สิ่งแวดล้อม [136]
กีฬา [8]
ประชาสังคม [26]
รายงานพิเศษ [65]
รายงานพิเศษ : หน้าหลัก.
สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2548
โดย thaisouth team เมื่อ 17 ก.พ. 2549 22:29 น. ( ip )
click to view full image : s.jpg , 33,080 bytes , 227x170 pixel
เพื่อเป็นเกียรติแก่อ.สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2548 และเพื่อสาระอันเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวรรณศิลป์ อาศรมทักษิณฉบับนี้จึงขอฉายภาพความคิดในห้วงปัจจุบันของท่านที่มีต่อรางวัลและวงการนักเขียน ในสังคมไทย
หลังจากรู้ผลการประกาศรางวัลศิลปินแห่งชาติมาหมาด ๆ  กองบรรณาธิการวารสารอาศรมทักษิณก็รีบเข้าพบปะท่านก่อนที่คิวของท่านจะยาวเหยียดด้วยสื่อส่วนกลางและสื่อท้องถิ่นที่ที่นัดหมายท่านกันเข้ามา วันนั้นดวงตาหลังเลนส์แก้วและดวงหน้าภายใต้หมวกผ้าคู่กายของนักเขียน ใหญ่ฉายแววอารมณ์ดีที่มีให้เห็นอยู่เป็นนิจ  ก่อนจะทอดนิ่งและครุ่นคิดอย่างลุ่มลึกต่อมา

ความคิดเห็นต่อรางวัลศิลปินแห่งชาติในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง
การที่ผมได้รับพิจารณาให้ได้รับรางวัลเป็นศิลปินแห่งชาติก็คงต้องขอบคุณ คณะกรรมการทุกขั้นตอน
โดยเฉพาะคณะกรรมการชุดสุดท้ายที่ตัดสินให้ผมได้รับรางวัลที่มีเกียรตินี้  ในฐานะที่เป็นนักเขียนชาวใต้ก็คิดว่ารางวัลนี้ก็ไม่ได้เป็นของผมคนเดียว  เพราะว่าลำพังเฉพาะผมถ้าผมไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้รับเรื่องราวไม่ได้รับข้อมูลจากวัฒนธรรมภาคใต้  จากเพื่อน ๆ ครูบาอาจารย์  ผมก็คงไม่สามารถเดินมาถึงวันนี้ได้  คงต้องตอบว่ารางวัลนี้ก็คงเป็นรางวัลที่อยากให้ชาวใต้ทั้งหลายหรืออย่างน้อยที่สุดก็บุคคลที่เกี่ยวข้องกับผม  อยู่เบื้องหลังผมได้รับรู้ด้วย และมีส่วนที่สำคัญในการผลักดันให้ผมมายืนอยู่จุดนี้ได้คิดว่าท่านเหล่านั้นหรือชาวใต้โดยทั่วไปก็น่าจะร่วมกันภาคภภูมิใจ ที่สังคมไทย  กระทรวงวัฒนธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ได้ยกย่องให้เกียรติผมให้ได้เป็นศิลปินแห่งชาติในครั้งนี้

ความสำเร็จของการเป็นนักเขียน
ผมคิดว่าการเป็นนักเขียนที่จะประสบความสำเร็จนั้น โดยความเป็นจริงแล้วผมเชื่อและคิดว่านักคิด
นักเขียนทุกคนก็คงคิดเหมือนผมนี่แหละว่า  ความจริงแล้วไม่มีสูตรสำเร็จว่ามันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง  แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็คิดคล้าย ๆ กับที่นักเขียนที่มีชื่อเสียงหลาย  ๆ  ท่าน ทั้งของโลกของไทย  พยายามจะพูดพยายามที่เสนอว่าประเด็นที่สำคัญที่สุด  องค์ประกอบของคนที่จะเขียนหนังสือให้ประสบความสำเร็จ  มีองค์ประกอบทหลายอย่างด้วยกัน แต่มันมีที่ชี้ขาดซึ่งน่าจะประมวลได้  2  ประการ

ประการแรก  ความสามารถในการพัฒนา  ความสามารถในการพัฒนาการเรียนรู้ในเชิงอัตวิสัยของตัวบุคคลนั้นเอง  หมายความว่าคนที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักคิดนักเขียน   จะต้องเป็นคนที่ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลาและจะต้องเป็นคนที่มีความตระหนักและเชื่อมั่นในพลังของวรรณกรรมคือพลังในวรรณศิลป์นั่นเอง  ผมคิดว่าอย่างน้อยเขาก็ต้องมีความเชื่อเหมือนที่ผมเชื่อว่า “ชีวิตคนนั้นสั้นแต่  ชีวิตวรรณกรรมนั้นยาว”  คนอาจจะตายได้  แต่งานสร้างสรรค์วรรณศิลป์ที่ดีจะไม่ตายจะอยู่กับสังคมกับโลก  และขอบเขตในพลังของบุคคลนั้นมีจำกัดที่จะส่งออกไปถึงสังคม  แต่พลังของวรรณกรรมนั้นไม่จำกัดไม่มีขอบเขต   ทำให้เกิดการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความคิดความอ่านในตัวบุคคลได้  ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง  ในขณะที่พลังของบุคคลหนึ่งนั้นยากที่จะทำอย่างนั้นได้  โดยสรุปแล้วอัตวิสัยของบุคคลนั้นต้องมีความเชื่อมั่น  ความเชื่อมั่นจะก่อให้เกิดความรัก  ความรักจะก่อให้เกิดพลัง  ที่จะทำงานสร้างสรรค์วรรณกรรมคือให้มีความเชื่อมั่นว่า  เชื่อมั่นในพลังของวรรณกรรม  นี่เป็นประเด็นย่อยที่สอง  ของอัตวิสัยของคนที่น่าจะประสบความสำเร็จ  ในการที่จะทำงานสร้างสรรค์ทางวรรณกรรม  

นอกจากนั้นผมคิดว่าสิ่งที่นักเขียนมักจะพูดกันโดยทั่วไป  สมมุติอย่าง “เฮอร์เนส  แอมมิ่งเวย์”  นักเขียนรางวัลโนเบลไพรส์  ชาวอเมริกัน  พูดอยู่เสมอว่า  “ข้าพเจ้าไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะโชคช่วยแต่ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จเพราะข้าพเจ้าทำงานหนัก”  เพราะฉะนั้นคงไม่มีศิลปินคงจะไม่มีนักวรรณศิลป์คนไหน  ที่จะประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ทำงานหนัก  คำว่าหนักของนักเขียนอาจจะแตกต่างจากชาวนา  แตกต่างจากกรรมกร้องแบกหามไม่ต้องขุดดินทำสวน  แต่หมายความว่าเขาจะต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องที่เกี่ยวข้อง  เช่นการหาประสบการณ์อย่างเอาจริงเอาจัง  คำว่าประสบการณ์ของนักเขียนหมายถึงการเดินทาง  หมายถึงการอ่านมาก  อาจจะหมายถึงการจะต้องมีความตระหนักคิดเร็ว  ต้องเก็บรับข้อมูล  มีฐานข้อมูลกว้างขวาง  และสามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้เป็นต้น  ซึ่งในคนปกติอาจจะไม่ต้องทำงานหนักในเรื่องพวกนี้

เพราะฉะนั้นจากคุณสมบัติของด้านอัตวิสัยหลาย ๆ ประการ “คำว่าอัตวิสัยคือตัวตนของคน ๆ นั้นนั่นเอง  หลายประการ  แต่ผมว่าถ้าโดยพลัง  เรื่องของศักยภาพ  ของอัตวิสัยอย่างเดียวคงยากที่ให้เขาประสบความสำเร็จได้  ผมคิดว่าเรื่องของภาวะวิสัยและเรื่องของถ้าพูดกันในภาษาโบราณหรือเรื่องของประเทศของเราควรจะมีบริบทรองรับคุณสมบัติของอัตวิสัยด้วยคือในประเทศหรือในในพื้นที่  ซึ่งไม่เอื้อไม่มีเนื้อนาบุญที่จะสร้างงานศิลปะสร้างงานวรรณกรรมหลายครั้ง  ถึงแม้ว่าพลังทางอัตวิสัยของคนนั้นจะเก่งขนาดไหนก็ตามจะดีขนาดไหนห็ตาม  ก็ยากที่จะบรรลุได้  แต่ถ้าว่าในพื้นที่นั้นในสังคมนั้น  มีบริบททางสังคมที่เอื้อที่ส่งเสริมมีเนื้อนาบุญเรียกเป็น  ภาษาโบราณ  ภาษาทางธรรมที่จะรองรับ  ผลิตผลหรือผลงานสร้างสรรค์  ของนักคิดนักเขียนที่มีคุณสมบัติอย่างที่เรียนมาแล้ว  ได้อย่างเหมาะสมได้อย่างเอื้อให้  ได้อย่างอะไรก็แล้วแต่โอกาสที่นักเขียนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จ  ภายใต้เงื่อนไขภาวะวิสัยหรือภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้ก็จะมีส่วนสำคัญผมเชื่อว่า  นักเขียนส่วนมากที่มีพลังทางอัตวิสัยดี  ก็ไม่มีโอกาสไม่มีเงื่อนไขทางภาวะวิสัยพูดให้เป็นทางวิชาการ  คือไม่มี  ojectivity  ไม่มีเงื่อนไขทางภาวะวิสัยที่มาเอื้อให้  จึงยากที่จะประสบความสำเร็จ  อันนี้จึงพอที่จะอธิบายได้ว่า   กรณีสังคมไทยเอื้อให้กับการทำงานสร้างสรรค์งานวรรณศิลป์รึเปล่า  มากน้อยแค่ไหน  ทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชน  โดยอะไรก็แล้วแต่ ทั้งโดยบริบทโดยตรง  เช่นการส่งเสริมการให้รางวัล  หรือบริบททางอ้อมเช่นวัฒนธรรมการอ่านให้เข้มแข็งหรือให้อะไรก็แล้วแต่  ซึ่งถ้าคนอ่านอย่างกว้างขวางมาก  มันก็จะมีส่วนช่วยนักเขียน  เพราะฉะนั้นผมจึงมองเห็นว่า  สรุปว่า  ผู้ที่จะเข้ามาทำงานทางสายวรรณกรรมหรือเข้ามาทำงานสร้างสรรค์ด้านงานเขียน  โดยเฉพาะงานเขียนด้านสร้างสรรค์  งานเขียนจริง ๆ แล้วมี 2  ประเภท

ประเภทที่  1  เรียกว่า  academic writing  คือการเขียนเชิงวิชาการ  สิ่งที่เรากำลังคุยกันมันเป็นการเขียนที่ฝรั่งเรียกว่า  creative  writing  เป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์  มันแตกต่างกัน academic writing  ตรงที่การเขียนเชิงสร้างสรรค์จะผสมผสานระหว่าง  fact  หรือข้อเท็จจริงร่วมกันอารมณ์ความรู้สึก  ทางอัตวิสัยของบุคคล  ในขณะที่ academic writing  มันจะมี  mind มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้  เพราะฉะนั้นนี่เป็นข้อต่าง  เพราะฉะนั้นเรามาพูดในจุดประเด็นพวกนี้  คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจึงต้องเข้าใจในเงื่อนไขของ  2  ประการนี้  คือ  เงื่อนไขที่เป็นพลังทางอัตวิสัยของตังเองบ  ว่าต้องสร้างอะไรบ้าง  อย่างที่พูดมาแล้ว  และต้องเข้าใจพลังทางภาวะวิสัยด้วย  ว่าสังคมเป็นอย่างไร  คุณจะต้องดิ้นรนให้สัมพันธ์กับสังคม  และสังคมก็ต้องช่วยเหลือเอื้อให้สร้างโอกาส  อย่างที่ผมพูดมาแล้ว  เพราะฉะนั้นผมคิดว่า  ถ้ามีองค์ประกอบ  2  ประการนี้  การสร้างสรรค์วรรณกรรม ในประเทศนั้น  ๆ  ในสังคมในนั้น ๆ  สามารถจะจะบรรลุไปได้ดี  ซึ่งจะมีผลอย่างสำคัญในการยกระดับของประชากรในประเทศนั้น    ประเทศไหนที่ประชากรอ่านหนังสือมากประเทศนั้นก็จะมีความเจริญ  ประเทศนั้นมีสุนทรียะ  และมีความเจริญทางสติปัญญา  ทางรสนิยม  แต่ประเทศไหนที่มีคนอ่านหนังสือน้อย  คนไม่ได้มีวัฒนธรรมในการอ่านเลย  เพราะฉะนั้นประเทศนั้นแม้จะเป็นประเทศที่มีความร่ำรวยหรืออะไรก็แล้วแต่  ก็เป็นประเทศที่ขาดสุนทรียะ  สังคมไม่มีความสุข

สิ่งที่อยากฝากไว้แก่นักเขียนรุ่นใหม่และสังคมไทย
สิ่งที่อยากฝากก็คือสิ่งที่ผมพูดไปแล้วอยากจะสรุปให้สั้นลง  ว่าถ้าจะเข้ามาในเส้นทางนี้  เส้นทางนี้ไม่โดดเดี่ยวหรอก  แล้วเส้นทางนี้ก็มีรางวัลเหมือนเส้นอื่น  เพียงแต่ว่าคุณเอาจริงรึเปล่า  แล้วก็คุณเข้าใจว่าการทำงานสร้างสรรค์วรรณศิลป์นั้น มันเหมือนกับการกินข้าว  1  จาน  คุณจะกินให้หมดในคราวเดียวไม่ได้  เพราะถ้าคุณยกกินทั้งจานปากคุณก็มีจำกัดหน้าคุณก็จะเลอะ  แต่ว่าคุณต้องอดทนที่จะกินที่ละคำค่อย ๆ เคี้ยวค่อยๆ บทให้ละเอียด  แต่กินจนหมดจาน  คุณก็จะบรรลุ  คือคุณกินข้าวได้หมดจาน  ร่างกายของคุณก็จะได้แข็งแรงเพราะคุณบทเคี้ยวจนละเอียด  และผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างที่ผมเรียนแล้ว    ก็คือ  ต้องเชื่อให้ได้ว่าพลังทางวรรณกรรมนั้นมีจริง   ทั้งต่อตัวคุณเองที่จะเข้ามาร่วมสร้างงาน  พลังวรรณกรรมที่มีนั้น  จะส่งผลต่อผู้สร้างงาน  ส่งผลต่อผู้บริโภคงาน  คุณเชื่อว่าพลังทางวรรณกรรมมีจริงมันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณควรทำอะไร  คุณควรส่งพลังของคุณไปเป็นพลังทางวรรณกรรมอย่างไร  แล้วหลังจากนั้นคุณก็จะพบเส้นทางของคุณเองว่าทางที่คุณจะเดินมันควรเป็นอย่างไร  สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวคุณเองในแง่ของการเป็นนักเขียนมันเป็นอย่างไร  แน่นอนคุณเขียนหนังสือไม่เหมือนกับหนังสือคนอื่นทั้งหมดที่เขียนมาในโลก  แต่ต้องมีตัวร่วม  ในตัวร่วมนั้นต้องมีตัวคูณอยู่ด้วย  ถ้าไม่มีตัวคุณงานของคุณก็ไม่มีคุณค่าอะไร  เพราะจริง  ๆ แล้วมันเป็นผลิตผลทางอัตวิสัยของคุณ  เพราะฉะนั้นต้องเชื่อให้ได้ในพลังของวรรณกรรมในประเด็นที่ผหใมกล่าวไปแล้ว  

พลังของวรรณกรรมนั้นไม่มีขอบเขต  ในขณะที่พลังของบุคคลนั้นมีขอบเขต  ชีวิตของวรรณกรรมนั้นไม่มีขอบเขต  ถ้าคุณเชื่ออย่างนี้คุณก็จะมีกำลังใจ  ที่จะสร้างงานซึ่งอาจจะไม่ตาย  ถ้างานของคุณถึงขั้นเป็นงานศิลปะที่ได้รับการรังสรรค์อย่างงดงามอย่างเป็นองค์รวมที่ดีเลิศและสุดท้ายอย่างที่กล่าวมาแล้ว   เส้นทางนี้ไม่มีเส้นทางลัด  เส้นทางนี้ต้องการคนตั้งใจจริง  ต้องการคนทำงานหนัก  ต้องการคนมีจิตใจกล้าหาญ  คนที่มีจิตใจหล้าหาญทางจริยธรรมกล้าที่จะคิดใหม่ทำใหม่  หมายถึง  คุณจะต้องสั่งสมประสบการณ์อย่างมหาศาลในการศึกษาเรียนรู้  ซึ่งมาจากหลายทาง  เช่นการอ่านมาก  อ่านของเก่ามากคุณก็จะได้เรียนรู้  2  ประการ  คือ

ประการแรก  คุณจะได้เก็บข้อมูลที่เป็นเนื้อหาเก่า ๆ เหล่านั้น  

ประการที่สอง  คุณได้รู้จัก  สไตล์คือรูปแบบวิธีการเล่าเรื่อง  ของคนอื่นว่าเขาเล่าอย่างไรบ้างในอดีต  คุณจะได้นำมาวิเคราะห์   ผสมผสานเป็นวิธีการของคุณเพราะฉะนั้นถ้าคุณตระหนักคิด  และคุณไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป  คุณเปิดหูเปิดตาที่จะรับอะไรใหม่ ๆ ผมเชื่อว่าความตื่นเหล่านี้สามารถที่จะบรรลุให้คุณประสบความสำเร็จได้  สิ่งที่อยากจะฝากจริง ๆ คือคุณต้องอดทนทำงานหนัก  ซึ่งการทำงานหนักด้านวรรณศิลป์  คุณจะไม่มีทางได้ความสำเร็จมาโดยโชคช่วย  แต่จะต้องได้มาโดยฝีมือคุณทำงานหนัก  โดยการที่คุณเข้าใจถึงอัตวิสัยของคุณเองและภาวะวิสัยที่ดำรงอยู่นั่นเอง  

นานาทัศนะข้างต้นของสายเลือดปักษ์ใต้  นามสถาพร  ศรีสัจจัง คงเป็นข้อยืนยันได้ว่า เขาได้ทุ่มเทเพื่องานวรรณกรรมอันเป็นที่รักยิ่งเพียงใด  อย่างน้อยก็นานนับครึ่งศตวรรษพอ ๆ กับอายุขัยในปัจจุบันของเขานั่นเอง
 แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image : member only Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน?  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 8 user(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla.
User count is 4564111 person(s) and 20719673 hit(s) since Jun,01 2004 , Total 449 member(s) , current hit time(s).