หน้าแรก ข่าว แหล่งงาน กระทู้ สมุดเยี่ยม
คู่มือท่องเที่ยว
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ยะลา
ระนอง
สงขลา
สตูล
สุราษฏร์ธานี
เที่ยวทั่วไทย-ไปทั่วโลก
User Online
0/10 user(s)
20712786 hit(s)
since Jun 01,04
เทศบาลตำบลปริก
องค์การบริหารส่วนตำบลปริก
เทศบาลตำบลนาประดู่
เทศบาลเมืองบ้านพรุ
W e l c o m e    t o    w w w . t h a i s o u t h t o d a y . c o m . . . . .

7 สิ่งมหัศจรรย์โลกยุคใหม่
โดย thaisouth team เมื่อ 8 ก.ค. 2550 14:32 น. ( ip )
เว็บไซต์มูลนิธิที่มีชื่อว่า "สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ 7 อย่าง" อันเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไร ที่ก่อตั้งโดยนายเบอร์นาร์ด เวเบอร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวสวิส ได้ประกาศรายชื่อบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ ทั่วโลก เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2550 หลังจากที่ริเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกเลือกสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลกเมื่อปี 2542 และเปิดให้มีการลงคะแนนทางเว็บไซต์ www.new7wonders.com รวมทั้งการส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่

ผลการลงคะแนนจากประชาชนทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน ได้เลือก 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ได้แก่ 1.ชิเชน อิตซา อัสเทค ไซต์ แห่งยูคาตาน ประเทศเม็กซิโก 2.ไครสต์ เดอะ รีดีมเมอร์ ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล หรือรูปปั้นพระเยซูขนาดใหญ่ในบราซิล 3.กำแพงเมืองจีน 4.มาจู พิคจู ประเทศเปรู 5.เมืองโบราณเปตรา จอร์แดน 6.โคลอสเซียม กรุงโรม และ 7.ทัชมาฮาล แห่งอินเดีย
     
สำหรับวัตถุประสงค์ของการคัดเลือกสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง ครั้งนี้ เพื่อให้ชาวโลกตระหนักถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์สถานที่สำคัญต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ทั้ง 7 มีทั้งอยู่นอกยุโรป และตะวันออกกลาง ขณะที่ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกดั้งเดิมที่เกิดขึ้นกว่า 2 พันปีที่ผ่านมา ล้วนตั้งอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และมีเพียงพีระมิดแห่งกิซา อียิปต์ เท่านั้นที่ยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศอิตาลี
     
ตั้งอยู่ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง สิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณสร้างขึ้นในระหว่าง ค.ศ. ที่ 72 - 80 ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น
     
ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน
     
กำแพงเมืองจีน( Great Wall of China ) เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต)
     
ได้รับขนานานามว่ากำแพงหมื่นลี้เพราะมีความยาวถึง 14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ
     
เริ่มสร้างระหว่างปี 243-252ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ (จิ๋นซีฮ่องเต้) มีการสร้างต่อเติมอีกหลายครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตเรือนหมื่น อีกทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น จากดวงจันทร์

ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย
     
ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย มุมทัชมาฮาล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ใหญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา
     
สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท
     
ได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ
     
หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่เมื่อโอรสขึ้นครองราชย์สมบัติจึงจับพระองค์ขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพมเหสีผู้เป็นที่รัก ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่า
     
เปตรา ประเทศจอร์แดน
     
นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม
     
สีของหินกลมกลืนกัน ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วงเป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่เรียกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวกชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์เรเนียน
     
จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้าขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขตซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราชศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงในราว 300 ปี ก่อนคริสต์กาล
     
ในคริสต์ศตวรรษที่2 พวกนาบาทีนส์ต้องพ่ายแก่เผ่าพวกโรมัน จำเป็นต้องเข้ารวมกับอาณาจักรโรมันแต่ความสำคัญด้านการค้าของนครเปตรา ยังอยู่ต่อไปโดยมีชาวโรมันคอยหนุนหลัง ถนนโรมันถูกสร้างขึ้นจากซีเรีย ไปยังทะเลแดง โดยฝีมือของชาวเมืองทรอยตามอย่างถนนโรมัน ศิลปะนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป พวกศริสเตียนได้นำมาดัดแปลงสร้างเป็นสถานนมัสการพระเจ้า
     
สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟีราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับเป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งหนึ่งในโลก
     
ชิเชน อิตซา ประเทศเม็กซิโก
     
ชิเชน อิตสา เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารจำนวนมากซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัววิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่าแห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น
     
ลักษณะโดยทั่วไปของชิเชน อิตสา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ มีบันไดกลาง รอบ ๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวกโรมัน ซึ้งอยู่กลางเมือง ที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากเอเชีย เข้ามายัง อเมริกา ทางช่องแคบเบริ่ง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกัน
     
พวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน
     
ศูนย์กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชน อิตสา ในคาบสมุทรยุกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายาด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่างๆ

มาชู ปิกชู ประเทศเปรู
     
อาณาจักรอินคา( Inca city , Machu Picchu) ตั้งอยู่ที่ เมืองคุสโซ ประเทศเปรู มาชู ปิกชู อยู่บนยอดสูงมีบริเวณรอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกัน พบ ในปี ค.ศ. 1911
     
บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่งก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีต เพราะมีทั้งโบสถ์วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพื่อเป็นทางทอดระเบียงลงไปในที่ต่าง ๆ แห่งนครภูเขานี้

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศบราซิล
     
รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุดในโลก รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น
     
รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และตั้งใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และสร้างวิวที่สวยงามมากมาย


โดย ผู้จัดการออนไลน์
Comment #1
เกินคำว่ารัก
Guest
Posted : 17-1-2551 20:30:28 ip : 58...78

รูปสวยมากเลย ชอบมาก
Comment #2
555555555
Guest
Posted : 29-6-2551 13:34:42 ip : 124...107

ก็ดีค่ะ
Comment #3
girlnice
Guest
Posted : 11-7-2551 18:36:54 ip : 203...66

อืม......
ก้อดีอ่ะนะ
Comment #4
จิมมี่โจนส์
Guest
Posted : 19-7-2551 09:35:13 ip : 124...139

เพตรา (Petra) มหานครศิลาสีชมพูแห่ง จอร์แดน

ผมเป็นหนอนหนังสือและการ์ตูน จากอิทธิพลของพ่อแม่และพี่ๆ "ต่วยตูน" เป็นหนังสือโปรดในวัยเด็ก  ผมเคยอ่านเรื่อง "มหานครเพตรามหานครสีชมพู"    จากต่วยตูน แล้วทึ่งในความสามารถของคนโบราณเมื่อพันปีที่แล้ว จนผมได้ดูหนังเรื่องอินเดียนาโจนส์  ฉากที่มีอัลคัสเนวิหารที่สลักขึ้นจากหินผา (ขออุทาน wow !! amasing  ทำได้ไงเนี่ย)

มหานครเพตรา ซึ่ง จอร์จ ลูคัส ยังเกิดแรงบันดาลใจ มาสร้างตำนานของหนังชื่อก้องโลกอย่าง อินเดียนา โจนส์ ถึงที่นี่

ไมได้แล้ว  ทุบกระปุกออมสิน ชวนพี่สาวแสนสวย(คอเที่ยวเดียวกัน) เหินฟ้าไปจอร์แดนด์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย (เราไปเที่ยวกับบ.ทัวร์ครับเพื่อความสะดวกในการเดินทาง)

มหานครเพตรา ตั้งอยู่ห่างจากกรุงอัมมาน นครหลวงของจอร์แดนไป 180 ไมล์  โดยนั่งเครื่องบินไปลงที่อัมมาน แล้วเดินทางต่อไปยังนครเพตราโดยรถบัส ผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุ  ชมเพตรา มหานครอันน่าอัศจรรย์  

เรื่องราวที่มาของมหานคร Petra

ชนเจ้าของนครเพตราดั้งเดิมนั้น เป็นเผ่าเนบาตาเอี้ยน (Nebataean) ซึ่งเป็นสายหนึ่ง ของเผ่าเบดูอินเบดูอิน เป็นต้นตระกูลของ ชาวตะวันออกกลางหลายชาติ ยกเว้นอิหร่าน

ชนเผ่าเนบาตาเอี้ยนร่อนเร่มานานจนกระทั่ง ได้พบเทือกเขาซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศจอร์แดนในปัจจุบันนี้  

จึงตั้งถิ่นฐานโดยอาศัยอยู่ในถ้ำซึ่งมีอยู่เป็นอันมากตลอดแนวเทือกเขานี้และมีอาชีพให้ความคุ้มครอง แก่กองคาราวานขนสินค้า ที่เดินทางผ่านดินแดนแถบนี้ ไปค้าขายยังอาณาจักรไกลๆ เช่น เมืองท่าในอียิปต์ หรือดามัสกัสในซีเรียซึ่งต้องผ่านเส้นทางนี้ทั้งนั้น

และต่อมาชาวเนบาตาเอี้ยนที่มีหัวการค้าก็แต่งกองคาราวาน ซื้อสินค้าจากเมืองหนึ่งเดินทางไปทำการค้าขายในดินแดนไกลๆ เอง

ด้วยเหตุที่ชาวเนบาตาเอี้ยนเดินทางไกลเพื่อค้าขาย  ไปถึงไอยคุปต์และจีน จึงรับเอาความเจริญ ของชนเหล่านี้มา


ชาวเนบาตาเอี้ยนมีอักขระใช้ เป็นของตนเอง มีกฎหมายที่เข้มงวดรัดกุม และมีระเบียบวินัยกว่าชนเร่รอนอื่นๆ เป็นอันมาก

ชาวเมืองเนบาตาเอี้ยนจึงเจริญถึงกับรู้จักการใช้เทคโนโลยี แบบใหม่มาสร้างความสุขสบายให้กับตนเอง
นั่นคือสามารถขุดคลองส่งน้ำเป็นระยะไกลๆ เข้าสู่ที่ตั้งของเมือง  รวมทั้งการแกะสลักอาคารบ้านเรือนในหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์   (มีต่อ)
Comment #5
จิมมี่โจนส์
Guest
Posted : 19-7-2551 09:43:17 ip : 124...139

-ต่อ-
เพตราในยุคนั้นมีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม มี วิหาร “เอ็ด-เดียร์” ซึ่ง กว้าง 150 ฟิต และสูง 130 ฟิต โอ่โถงงดงามด้วยลวดลายแกะสลักสวยงาม และมีอาคารที่เรียกว่า “พระคลังสมบัติ” (Treasury) อีกด้วย  ที่น่าทึ่งมากคือโรงมหรสพกลางแจ้ง ที่เจาะในหน้าผาเช่นกัน

ชาวเนบาตาเอี้ยนไม่ปลูกอาคารลอยตัวเลย อาศัยขุดเจาะหน้าผาทั้งนั้น เมืองของเขาจึงไม่เหมือนใครทั้งนั้นในโลก  

นครอันมหัศจรรย์นี้เจริญมาถึงปี ค.ศ. 106 ก็เสียเอกราช (ประมาณ 100 ปีก่อน คศ. หรือ2000กว่าปีมานี้เอง)  เพราะระหว่างนี้โรมมีอำนาจสูงสุด จนแผ่อาณาเขตมาถึงดินแดนตะวันออกกลางได้
และได้รวมดินแดน ตะวันออกกลางภายใต้อำนาจ ของมณฑลอเรเบียนี้ด้วย  

ชาวโรมันซึ่งมีนิสัย  รักความสวยงามรักศิลปะ ครั้นมาเห็นนคร นี่น่าพิศวง คือ เพตราเข้าก็ชอบใจ
จึงส่งช่างมาตกแต่งดัดแปลงนครในเทือกเขาแต่เดิมให้วิลิศมาหรายิ่งขึ้น มีการเติมเสาแบบโรมัน เข้าไปเป็นอันมาก ตัดถนนหลายสาย และสร้างอาคารลอยตัวเพิ่มอีกหลายแห่ง
เพตราจึงยิ่งเจริญและงดงามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

มหานครเพตราก็รุ่งเรืองสวยงามอยู่ไม่นาน ประมาณ ค.ศ. 400 นั่นเอง
เพตราก็เริ่มเสื่อมลงทั้งในด้านเศรษฐกิจและอื่นๆ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการค้าขายเปลี่ยนไป เส้นทางลำเลียงทางเรือที่ค้นพบใหม่ ทำให้กองคาราวานอูฐไม่มีความหมาย พ่อค้าวาณิชหันไปใช้เส้นทางเรือกันเป็นส่วนใหญ่
กิจการของเพตราก็เลยเสื่อมลงทุกที การค้าขายฝืดเคืองเพราะสู้พวกที่ล่องทะเลไม่ได้
เพราะสามารถเดินทางได้รวดเร็วกว่า
ครั้นจะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเรือก็ไม่ชำนาญ จึงยากจนลงไปเรื่อยๆ
Comment #6
จิมมี่โจนส์
Guest
Posted : 19-7-2551 09:51:50 ip : 124...139

จนถึง ค.ศ. 710 ชาวโรมันแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก สิ้นอำนาจวาสนาลง
เพตราก็เลยเสื่อมสลายตามไปด้วย


ชาวเมืองเพตราถึงกับต้องทิ้งบ้านเมืองของตนไปหาที่ทำกินที่อื่นเพื่อความอยู่รอด
ชั่วเวลาไม่นาน หลังจากนั้นนครอันน่าอัศจรรย์นี้ก็เกือบร้าง กลายเป็นที่อยู่ของพวกร่อนเร่ เบดูอินอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอาคารที่เจ้าของทิ้งไปเสียแล้ว  

เพตราตายซากมานานจนเกือบ 2 พันกว่าปีถัดมา  
ได้มีคนตาแหลมหนุ่มนักสำรวจขี้สงสัยสายเลือดสวิส โยฮัน ลุดวิก เบิร์กฮาร์ดต์ มาพบเข้าในปี 1812 นี่เอง
(อาจะเป็นผมในชาติปางก่อนก็ได้นะครับ )


ว่ากันว่า ราวปี 1812 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังสำรวจเส้นทางระหว่างดามัสกัส ไปยังไคโร แต่ดันไปได้ยินเรื่องราวของนครเพตราแล่นเข้าหู ทำให้เบิร์กฮาร์ดต์เกิดแรงบันดาลใจที่จะค้นหานครที่หายสาบสูญนี้ให้ได้


หนุ่มนักสำรวจไฟแรงเริ่มลงมือเรียนภาษาอาหรับ จนพูดได้คล่อง จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นชาวอาหรับ เข้าไปคลุกคลีกับชาวเบดูอิน ซึ่งเป็นผู้รู้เส้นทางไปสู่นครเพตรา
จนในที่สุดชาวเบดูอินใจอ่อนยอมพาเขาเข้าไปสำรวจซากเมืองนี้  
จากหมู่บ้านเอลจี เบดูอินพาเบิร์กฮาร์ดต์เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ทอดยาวผ่าน วาดี มูสา
และเข้าไปอยู่ในวงล้อมของหุบเขา จนเมื่อเห็นเมืองอันกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้า มีทั้งความใหญ่โตโอ่อ่าของวิหาร สุสานของเมืองหิน เขาถึงกับตกตะลึง
เมื่อมีจังหวะเหมาะเขาจึงแอบสเก็ตช์ภาพของเมืองลับแลแห่งนี้ออกมา

เมื่อรูปที่เบิร์กฮาร์ดต์เขียนถึงเพตรา ถูกเผยแพร่ออกไป ผู้คนต่างพากันตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับความงามแปลกตาน่าฉงนของนครลับแล

จากนั้นราวปี 1826 นักสำรวจชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน คือ เคาน์ท ลีออง เดอ ลาบอร์เด
และ มัวรีส ลีโนต์ เดินทางเข้าไปสำรวจเพตราอีกครั้ง และสเก็ตช์ภาพที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นออกมาเผยแพร่
จากนั้นความงดงามและความอัศจรรย์ของเมืองลับแลที่ชื่อเพตราก็ถูกเปิดเผยสู่โลกปัจจุบันอีกครั้ง

ถึงวันนี้ ผมหวั่น “เพตรา” นครหินสีกุหลาบเสื่อมโทรม หลังถูกโหวตให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่แหนมาเที่ยวชมจนนักโบราณคดีต้องออกโรงเตือนและหาทางปกป้องก่อนที่จะเสียหายด้วยน้ำมือของมนุษย์
Comment #7
ควย
Guest
Posted : 31-5-2555 16:27:54 ip : 124...31

 แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image : member only Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message

เพิ่มข้อมูล -> ที่พัก | ร้านอาหาร | ของฝาก | งานประจำปี
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน?  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 10 user(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla.
User count is 4562980 person(s) and 20712786 hit(s) since Jun,01 2004 , Total 449 member(s) , current hit time(s).